ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
สิงหาคม 29, 2014, 12:14:09 PM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตู้ปลาน้ำใส ดูสบายตา ด้วยระบบกรอง & วัสดุกรอง  (อ่าน 56982 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
D@nNy
Administrator
Discus Guru ~ ขั้นเทพ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 675


<º))))>< DISCUS FISH LOVER COMMUNITY


« เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:05:37 AM »

ระบบกรอง เป็นสิ่งที่สำคัญมากในตู้ปลาเพราะช่วยกำจัดของเสียภายในตู้ปลาและยังบำบัด น้ำให้ใสสะอาดมีคุณภาพดีทำให้ตู้ปลาน่ามองอยู่เสมอ ตู้ปลาที่ไร้ระบบกรอง น้ำมีสีเหลืองขุ่นคลั่ก ตะไคร่น้ำสีเขียวคล้ำเกาะทั่วตู้ มองไปที่ไหนก็เจอแต่ขี้ปลา คราบเมือกคราบสกปรกเต็มไปหมด ถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้เจ้ามังกรจะสีสวยโดดเด่นแค่ไหนว่ายน้ำสง่างามเพียงใดก็ ไม่น่าดู ที่ถูกต้องคือควรจะมีระบบกรองที่ดีเพื่อกรองสิ่งสกปรกภายในให้ดูสะอาดตา เกลี้ยงเกลาน่ามอง ระบบกรองที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ กรองในตู้ กรองนอก และกรองใต้ตู้ คือการเจาะตู้ลงมากรองด้านล่าง

กรองในตู้ สำหรับกรองในตู้ก็มีหลายแบบ แบบดั้งเดิมก็คือ “กรองใต้พื้นกรวด” ที่ใช้แผ่นกรองที่มีลักษณะคล้าย Jigsaw โดยสามารถต่อกันเป็นแผงกำหนดความสั้นยาวได้ แล้วก็ต่อท่ออ๊อกซิเจนจากนั้นจึงปูหินทับลงไปโดยให้มีความหนาพอดีๆ การใช้กรองใต้กรวดสามารถสร้างความสวยงามให้กับตู้ได้มากทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ การจัดวางและเลือกชนิดของหินแต่งตู้ อย่างไรก็ตามระบบกรองชนิดนี้ไม่ค่อยเหมาะสมในการเลี้ยงปลาในตู้นักเพราะทำ ความสะอาดยากแล้วยังกินเนื้อที่ภายในตู้ไม่น้อยอีกด้วย

กรองใต้กรวด

นอกจากนี้ก็มีกรองที่ใช้เป็น “ลูกตุ้มฟองน้ำ” ซึ่งมีราคาถูกและบำบัดน้ำได้ประสิทธิภาพดี และที่สำคัญยังสามารถกักเก็บแบคทีเรียชนิดดีได้อีกด้วย เจ้าตุ้มฟองน้ำนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในตู้เล็กๆ ที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นประจำ อีกรูปแบบหนึ่งของกรองฟองน้ำก็คือ “กรอง Power Head” ซึ่งก็คือการใช้ Power Head (เครื่องพ่นน้ำภายในตู้) ติดกับแท่งฟองน้ำด้านล่าง จริงๆ แล้วตัวนี้เริ่มต้นผู้เลี้ยงเป็นผู้ดัดแปลงใช้เอง แต่ตอนหลังผู้ผลิตเล็งเห็นความเข้าท่าใน Idea จึงทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาตราฐาน มีฟองน้ำสำหรับกรองในตัว Power Head ในรุ่นนั้นๆ (ประสิทธิภาพถือว่าดีครับ แต่สกปรกเร็ว และต้องเอาออกมาล้างบ่อยหน่อย)


แต่สำหรับกรองในตู้ที่นิยมกันมากที่สุดก็คงไม่พ้น “กรองข้างตู้” ที่เป็นตู้กรองติดตั้งอยู่ในตู้ปลาเลย ระบบกรองแบบนี้มีจุดเด่นคือสามารถทำประสิทธิภาพได้สูงสุด น้ำไหลเวียนได้เป็นจำนวนมากและตลอดเวลา จึงทำให้กรองได้สะอาดล้ำลึก ยิ่งถ้าเป็นรุ่นใหม่ระบบ 2 ช่องกรองโดยมีซี่กรองล่างและซี่กรองบนก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองน้ำ มากขึ้น ระบบกรองชนิดนี้ยังมีเนื้อที่กว้างอีกด้วยจึงทำให้กรองได้นานไม่ต้องเปลี่ยน ล้างบ่อยๆ แต่ก็เพราะเป็นระบบกรองในตู้จึงมีข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นก็คือ ตู้กรองนั้นกินเนื้อที่ภายในตู้ค่อนข้างมากทำให้ปลามีเนื้อที่ว่ายน้ำน้อยลง และอีกอย่างก็คือ การล้างทำความสะอาดค่อนข้างยุ่งยาก ต้องรื้อเอาวัสดุกรองออกมาล้างเป็นชิ้นๆ…

กรองข้างตู้

กรองนอกตู้  ระบบกรองชนิดต่อมาก็คือ “กรองนอก” ระบบกรองชนิดนี้ก็เป็นอีกระบบที่มีประสิทธิภาพสูง การทำงานของกรองนอกก็คือจะดูดน้ำจากตู้ปลาลงมาผ่านเครื่องกรองด้านล่างซึ่ง ภายในมีชั้นของวัสดุกรองต่างๆ หลายชั้น จากนั้นก็จะส่งน้ำดีกลับขึ้นไปสู่ตู้ นอกจากจะมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมแล้ว “กรองนอก” ยังมีข้อดีอีกอย่างคือไม่กินพื้นที่ภายในตู้จึงทำให้ปลามีเนื้อที่ว่ายเต็ม ที่ นอกจากนี้ยังมีรูปลักษณ์ที่สวยหรูดูมีสไตล์ที่สำคัญคือสามารถถอดออกมาล้าง ได้ง่ายด้วยโดยที่ไม่รบกวนปลาในตู้ ส่วนข้อเสียก็มีเหมือนกันนั่นก็คือราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าคุณภาพสูงยี่ห้อจากต่างประเทศที่บางตัวมีราคา แพงกว่าตู้ปลาอีก แบบว่ากันที่ตัวนึงหลายๆ พันบาทหรืออาจขึ้นถึงหลักหมื่น แต่ถ้าเป็นระดับกลางจากไต้หวันหรือจีเช่นยี่ห้อ Azoo, Resun, Jun, Via Aqua, Jebo ราคาก็ย่อมลงมาหน่อย… เปรียบเทียบคุณสมบัติที่เหมาะสม ราคา และรูปลักษณ์ที่ถูกใจก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ


กรองใต้ตู้ ระบบกรองแบบสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือการเจาะตู้ลงมากรองด้านล่าง การทำงานของระบบกรองแบบนี้ก็จะคล้ายๆ กับกรองนอกแต่ต่างกันตรงที่กรองนอกจะเป็นระบบดูดน้ำลงมาผ่านเครื่องกรอง แต่การเจาะตู้นี่จะเป็นระบบน้ำไหลผ่านท่อน้ำภายในตู้ลงมากรองด้านล่าง (ซึ่งโดยมากจะเป็นตู้กระจกขนาดใหญ่และทำเป็นช่องหลายชั้นเพื่อใช้งานกรองโดย เฉพาะ) แล้วพ่นน้ำส่งกลับขึ้นไปด้านบน ระบบกรองแบบเจาะตู้นี่ส่วนใหญ่ใช้กับตู้ที่มีขนาดใหญ่เกิน 60” หรือถ้าเล็กกว่าก็จะใช้กับตู้เฟอร์นิเจอร์สุดหรูอลังการ (นักเลี้ยงปลาที่ญี่ปุ่นกนิยมกันมาก) ค่าใช้จ่ายสำหรับการกรองแบบนี้ก็เรียกได้ว่าไม่สูงเกินไป แถมยังไม่ต้องเปลี่ยนน้ำได้อีกยาวนานเลยโดยการกรองแบบนี้ก็เหมือนกับกรอง ข้างตู้อันใหญ่ๆ แหละครับ


การเลือกใช้วัสดุกรอง ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมาก หากเลือกได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมนอกจากจะทำให้น้ำใสสะอาดแล้ว ยังช่วยเพาะพันธุ์และกักเก็บแบคทีเรียชนิดดีเพื่อทำหน้าที่ย่อยสลายของเสีย และบำบัดน้ำในตู้ให้มีคุณภาพดียาวนานอีกด้วย สำหรับวัสดุกรองที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดปลามังกรก็คือ Ceramic Ring กับ Substrate ครับ โดย Ceramic Ring จะเป็นตัวชะลอน้ำทำให้น้ำไหลช้าลงแล้วยังกระจายน้ำทำให้เพิ่มปริมาณออกซิเจน ด้วย แต่หน้าที่หลักจริงๆ คือเป็นที่กักเก็บของเสียขนาดใหญ่เพื่อเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดี (เป็นแหล่งเพาะแบคทีเรีย) ส่วน Substrate ซึ่งเป็นหินตะกอนภูเขาไฟ จะทำหน้าที่เป็นตัวกรองของเสีย ดูดซับสารพิษ และรูพรุนจำนวนมากมายของ Substrate ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียชนิดดีอีกด้วย


การจัดวางชั้น กรองอย่างมีประสิทธิภาพคือน้ำต้องไหลผ่าน Ceramic Ring ก่อนผ่านสู่ Substrate นะครับโดยที่ Substrate จะต้องจมน้ำ (Wet System) ส่วน Ceramic Ring จะอยู่เหนือให้น้ำไหลผ่านหรือจะจมก็ได้ จากการที่ได้ดูหนังสือจากเมืองนอกมาหลายเล่มก็ได้สังเกตเห็นว่านักเลี้ยงปลา มังกรต่างประเทศส่วนใหญ่เลือกใช้ Ceramic Ring ล้วนๆ เป็นวัสดุกรองเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีบ้างที่ใช้ Substrate ด้วย บางบ้านก็ทำตู้ต่างหากไว้ใส่ Bio Ball อย่างเดียว การใช้ Bio Ball มีผลดีคือช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำซึ่งจะทำให้เจ้ามังกรคุณหายใจสบายขึ้น

แต่ เพราะปัญหาหนึ่งที่นักเลี้ยงบ้านเราไม่นิยมใช้ Ceramic Ring และ Substrate นั่นก็เพราะเจ้าวัสดุทั้ง 2 ชนิดนี้มีราคาแพงมาก ยิ่งถ้าเป็นของแท้ที่มีคุณภาพอย่างเช่นยี่ห้อ Eheim หรือ Azoo ขายกันลิตรนึงก็หลายร้อยบาท ถ้าเป็นตู้เล็กๆ ยังพอสู้ไหว แต่ถ้าต้องเอาไปใช้กับระบบกรองใต้ตู้ในตู้ใหญ่ๆ ใช้ล่ะก็… ทั้งอ่วมทั้งน่วมแน่ๆ (ค่าวัสดุกรองแพงกว่าตัวปลาแน่นอน) ถ้าไม่ซีเรียสก็เลือกใช้เกรดที่รองลงมาก็ได้ แม้จะประหยัดลงได้มากแต่ราคาก็ยังเรียกได้ว่าสูงอยู่ดี


ในกรณีที่มี กำลังทรัพย์จำกัด ผมว่าแค่ Bio Ball และเศษปะการังอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว (อย่าลืมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบกรองแบบไหนก็ต้องมีใยแก้วเพื่อกรองของเสียหลักเป็นชั้นแรก ด้วย) สำหรับถ่านคาร์บอนผมไม่ขอแนะนำให้ใช้กับระบบกรองในตู้ปลามังกร เพราะถ่านคาร์บอนแม้จะมีหน้าที่ในการดูดซับสารพิษหรือของเสียได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีอายุในการใช้งานสั้น หากไม่มีเปลี่ยนล้างอย่างสม่ำเสมอเมื่อถึงจุดคาร์บอนจะคายของเสียนั้นออกมา แล้วจะกัดเมือกปลาที่เคลือบตัวอยู่ ซึ่งมีผลทำให้ตัวด่าง สีซีด และครีบเครื่องต่างๆ เปื่อยได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับเหงือกได้อีกด้วย ส่วนเศษปะการัง จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยเหมาะกับปลามังกรนักเพราะมีค่าเป็นด่างสูงซึ่งปลามังกรไม่ค่อย ชอบ แต่ถ้าใครเชื่อใจในประสิทธิภาพของปะการังแล้วยังคิดจะใช้ผมก็ไม่ห้าม แต่มีข้อแนะนำหน่อยคือให้ล้างปะการังใหม่ให้สะอาดจนหมดกลิ่นเค็มจากนั้นก็ แช่ไว้ในน้ำเปล่าซัก 1 เดือน หรือถ้าจะให้เร็วกว่านั้นก็ต้องใช้ “ด่างทับทิม” เข้าช่วยในการทำการ “กัดแหลก” แต่ถ้าใช้วิธีหลังแล้วสีของปะการังจะเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาลไม่สวย แต่ก็คงไม่เป็นไรเพราะเราเอามาใช้งานนี่นะ !

NOTE : หากคิดจะใช้ปะการังเป็นวัสดุกรองการเลือกซื้อเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ประการังขนาดที่ใช้สำหรับระบบกรองไม่ควรใหญ่หรือเล็กเกินไป ผมแนะนำให้ใช้ขนาดเบอร์ 3 ถึงเบอร์ 4 ก็พอ (ประมาณ 2 ข้อนิ้วก้อย) และดูสีของประกรรังให้ดีให้มีสีขาวอมน้ำตาลหน่อย ควรชื้นและมีกลิ่นเค็มจากทะเล ผมไม่แนะนำให้ซื้อปะการรังที่แห้งและมีสีขาวสะอาดเกินไปเพราะปะการังชนิด นั้นได้ผ่านการฟอกสีแล้ว (ส่วนใหญ่ใช้สำหรับจัดแต่งตู้ซึ่งไม่เหมาะกับระบบกรอง) ซึ่งอาจมีสารฟอกสีตกค้างอยู่ และหากล้างไม่สะอาดก็จะเป็นอันตรายกับปลาซึ่งอาจถึงชีวิตได้


ในท้องตลาดเดี๋ยวนี้มีวัสดุสำหรับกรองชนิดใหม่นั่นก็คือ “ฟองน้ำ” แต่ไม่ใช่เกรดธรรมดาแบบที่ใช้ขัดล้างกันอยู่ทุกวัน ฟองน้ำเกรดนั้นไม่สามารถนำมาใช้ในระบบกรองนานๆ ได้เนื่องจากว่าจะค่อยๆ ยุ่ยสลายไป (เละตุ้มเป๊ะเลย) และใช้ได้เพียงครั้งเดียวจึงต้องคอยเปลี่ยนใหม่อยู่ตลอด แต่ฟองน้ำแบบที่ผมว่านี้ถูกทำขึ้นมาเพื่อสำหรับใช้กรองโดยเฉพาะโดยใช้วัสดุ พิเศษสามารถซึมซับน้ำได้เป็นอย่างดี กักเก็บของเสียได้มากและเป็นที่เพาะแบคทีเรียอีกด้วย ที่สำคัญคือสามารถเอาไปล้างทำความสะอาดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ หลายรอบ ยังไงก็ตามฟองน้ำชนิดที่ผมว่านี้ยังมีราคาแพงอยู่มาก (แผ่นนึงก็เกือบ 300 บาท) ถ้าใช้เล็กๆ น้อยๆ ก็พอได้ แต่ถ้าใช้ในระบบกรองใหญ่ๆ อย่างกรองใต้ตู้นี่มาคำนวนตัวเลขค่าใช้จ่ายเอาเรื่องเหมือนกัน

อีกอย่างหนึ่งก็คือ “ใยหยาบ” ที่นิยมกันในหมู่ผู้เลี้ยงปลาคาร์พในบ่อ ปัจจุบันก็มีการนำมาใช้งานกับตู้ปลา และก็พัฒนาออกมาหลายรุ่น หลายขนาด หยาบอย่างแรง หยาบมาก หยาบกลางๆ หยาบน้อย แล้วก็หยาบแบบเส้นหมี่ ก็นับเป็นว่าวัสดุกรองที่ดี มีประสิทธิภาพ ใช้ได้นาน และสามารถนำมาล้างใช้ได้บ่อยครั้ง เพียงแต่อาจจะมีราคาสูงหน่อย

นอกจากจะมีระบบกรองน้ำในตู้ปลาแล้วยังมีระบบกรองย่อยอีกชนิดที่ค่อนข้างสำคัญสำหรับกับการเลี้ยงปลาชนิดนี้นั่นก็คือ “เครื่องกรองผิวน้ำ” หรือที่เรียกว่า Skimmer โดยที่อุปกรณ์ตัวนี้มีหน้าที่ในดูดเก็บของเสียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง เปลือกหนอน ปีกแมลง ฝ้า คราบน้ำมัน รวมถึงสารแขวนลอยต่างๆ ที่อยู่เหนือผิวน้ำทำให้ผิวน้ำสะอาดไร้คราบของเสียที่ไม่น่ามอง Skimmer มีหลายยี่ห้อ หลายชนิด หลายราคาเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนหลักพัน (สำหรับปลาทะเลราคาจะสูงหน่อย) สำหรับรุ่นที่มีราคาไม่แพงส่วนใหญ่จะใช้คู่กับ Power Head การใช้งานคือจะเสียบท่อ Skimmer กับ “ท่อดูด” ของ Power Head ที่อยู่ด้านล่างจากนั้นก็ต่อท่อสายยางไปลงช่องกรอง การเปิดใช้ Skimmer ไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา การใช้งานที่เหมาะสมก็คือเปิดใช้วันละครั้งๆ ละ 1-2 ชม. ก็พอ และจะเป็นช่วงเวลาใดก็ได้ การมีระบบกรองที่สมบูรณ์มีประสิทธิภาพนอกจากจะทำให้น้ำในตู้ใสสะอาดและปลามี สุขภาพดีแล้ว ยังทำให้บรรยากาศในตู้ดูดีน่ามองนานๆ อีกด้วย

ที่มา : http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=4979
ขอบคุณ คุณNanconnection
บันทึกการเข้า

rutzeeza
Discus Mania ~ คลั่งไคล้
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 172



« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 11:09:27 AM »

นี่ก็ความรู้ 
บันทึกการเข้า
dudeedee
Discus Guru ~ ขั้นเทพ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,310



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 11:18:05 AM »

ขอบคุณคร้าบสุดหล่อ  _008
บันทึกการเข้า

VINCENT-T
Discus Mania ~ คลั่งไคล้
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 150



« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 12:02:59 PM »

ขอบคุณครับหล่อสุด _081
บันทึกการเข้า

Ka..KaR
Administrator
Discus Guru ~ ขั้นเทพ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,807



« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 12:13:36 PM »

ขอบคุณน้องแดน สำหรับความรู้ ครับผม  N008
บันทึกการเข้า

golfrx
Discus babie ~ แค่ชอบ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 42



« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2010, 10:17:42 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Theme by DzinerStudio